วัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ภูเก็ต

ประวัติวัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ภูเก็ต

ปี ค.ศ. 1953 วันที่ 4 พฤษภาคม ประมาณ 1 ปีหลังจากที่คณะธรรมทูตสติกมาติน เดินทางมาถึงประเทศไทย คุณพ่อลีโน อีนามา และคุณพ่อพรีโม คาร์โนวาลี พระสงฆ์คณะสติกมาติน ก็ได้เดินทางมาเริ่มงานที่ภูเก็ตซึ่งเป็นสนามงานที่ได้รับมอบหมายจากพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต ท่านทั้งสองเดินทางพร้อมกับคุณพ่อเปโตร เยลลีชี ในการเดินทางครั้งนี้ คุณพ่อพรีโม ได้บันทึกและส่งข่าวการเดินทางเผยแพร่ในสารของคณะสติกมาติน เดือนพฤศจิกายน – สิงหาคม ค.ศ. 1953 ดังนี้

ช่วงแรกคุณพ่อทั้ง 2 ได้อาศัยอยู่ในบ้านของคริสตชนครอบครัวหนึ่ง และใช้วัดน้อยที่อยู่ในบ้านตลิ่งชัน ของขุนแถลงภาษา เป็นที่ทำมิสซา ซึ่งวัดน้อยนี้มีชื่อว่า “วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์” ต่อมาคณะจึงได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมบ้านพัก ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของคนงานเหมืองแร่ และจัดการซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนเป็นบ้านพักพระสงฆ์และวัดน้อยชั่วคราว ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1957 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์วัดหลังใหม่ ที่กำลังจะสร้างขึ้นโดยให้มีชื่อวัดว่า “วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์” เช่นเดียวกันกับวัดน้อยเดิมที่อยู่ในบ้านของขุนแถลงภาษาวัดแห่งนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1958 เป็นวัดก่ออิฐถือปูนหลังแรกในภาคใต้

ในปี ค.ศ. 1961 ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์” เพราะได้ค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะเชื่อถือได้ว่าก่อนหน้านี้ที่ตัวเมืองภูเก็ต เคยมีวัดคาทอลิกอยู่ 3 แห่งด้วยกัน และหนึ่งในวัดเหล่านี้มีชื่อว่า “วัดแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์” ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่กว่าวัดอื่น และมีสัตบุรุษมากกว่าทุกๆ วัดในละแวกนั้น แต่หลังจากที่สงครามระหว่างไทยกับพม่าสิ้นสุดลง วัดเหล่านี้ก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น วัดใหม่หลังนี้ได้ถูกเปิดใช้เป็นครั้งแรกในโอกาสพิธีปลงศพของคุณพ่อเอจีดีโอ ไอรากิ พระสงฆ์มิชชันนารีคณะสติกมาติน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1958

งานอภิบาลที่ภูเก็ต

งานอภิบาลของภูเก็ตมีความหลากหลาย แต่มีเอกลักษณ์พิเศษ เพราะมีสัตบุรุษทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ผ่านมาอยู่ตลอดเวลา การติดตามสัตบุรุษเป็นไปได้ยากมาก เพราะไม่รู้ว่ามาจากไหน และโยกย้ายไปอยู่ที่ไหน ทำให้การรวมกลุ่มเพื่อตั้งเป็นองค์กร หรือรวมกลุ่มกันช่วยเหลือวัดเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในท้องถิ่นและเป้าหมายของพวกเขา คือการมาทำธุรกิจหรือหางานทำ ดังนั้นความสัมพันธ์ของชุมชนจึงเป็นแบบต่างตนต่างอยู่ เหินห่างและไม่มีเวลาพอที่จะอุทิศตัวเองเพื่อส่วนรวม เพราะต้องทำงานให้พอกับค่าใช้จ่ายในการครองชีพและขณะเดียวกันยังต้องเจียดรายได้ส่งกลับไปยังครอบครัวที่บ้านเกิดของตนเองอีกด้วย ส่งผลให้งานอภิบาลทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับคุณพ่อเจ้าวัด ต้องเป็นแกนกลางในทุกกิจกรรม แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากสัตบุรุษในการทำให้กิจกรรมทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเสมอมา

error: Content is protected !!